ความทรงจำสีชัดเจน
posted on 07 Feb 2008 22:55 by ladyviolet
“เมื่อคนเหงาสองคนมาพบกัน พวกเขาเหมือนรู้จักกันมาทั้งชีวิต”
ฉันนั่งอ่านบันทึกเก่าๆ ในเว็บบล็อกของตัวเอง และสะดุดเข้ากับประโยคที่ฉันบันทึกเอาไว้เมื่อต้นฤดูฝนเมื่อสองปีที่ผ่านมาเรื่องราวถูกบันทึกไว้ ณ วันที่ 11 พฤษภาคม 2548 เวลา 01.12 น.
สมองของฉันเริ่มจะรวบรวมเรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างประทับใจในคืนนั้น
-----------------------------------------------------------------------
ในคืนที่ฝนฟ้าไม่เห็นใจคนเหงา ฝนปรอยๆที่ยังคงชุ่มอยู่ตลอดวัน ทำให้ฉันลังเลว่าจะออกไปข้างนอกดีไหม แต่ช่วงเวลานี้ความเปล่าเปลี่ยวมันเข้ามาสะกิดใจให้ฉันต้องรีบวิ่งหนีออกจากห้องแห่งความเดียวดาย
ฉันคนเดิมที่ชอบเขียนเรื่องราวเหงาๆ เพ้อๆลงบนอินเตอร์เน็ทให้เพื่อนๆได้คอมเม้นกับเรื่องราวความอ่อนไหวที่ฉันถ่ายทอดผ่านตัวหนังสือบนหน้าจอสี่เหลี่ยม
ฉันคนเดิมที่ชอบนอนดึกเพราะมัวแต่นั่งจินตนาการเรื่องราวที่จะเขียนเป็นบทกลอนลงในสมุดบันทึก ฉันคนเดิมที่ยังคงหลงใหลใน “ความเหงา”
ฉันเดินออกไปที่ระเบียง ทอดสายตาไปยังความมืด ก่อนที่จะยื่นมือออกไปสำรวจเม็ดฝนที่เบาบางนั้น อีกมือหนึ่งจับโทรศัพท์แนบหูอยู่
“ ฮัลโหลไอ้ต้น แกอยู่ไหนตอนนี้ ” ฉันตัดสินใจกดโทรศัพท์หาไอ้ต้นเพื่อนสนิทคนเดียวที่มีที่นี่ ฉันสนิทกับมันตั้งแต่เรียนปีแรกจนกระทั่งปีนี้ปีสุดท้ายแล้วที่จะได้เจอมันแทบทุกวันแบบนี้
“ข้ากำลังจะไปทำงาน แกมีอะไรรึป่าวเนี่ย ” ไอ้ต้นตอบฉันด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดอย่างที่มันทำประจำ
“อ่อ ป่าวหรอก ฉันแค่อยากออกไปข้างนอกอ่ะแต่ไม่รู้จะไปไหนดี ” ฉันตอบมันด้วยน้ำเสียงเซ็งๆ
“เออ งั้นแกมาที่ร้านเลย วันนี้พวกเพื่อนเก่าข้าจะมากินเบียร์กันที่ร้าน ”
ฉันแอบยิ้มในใจเมื่อได้ยินคำชวนของเพื่อนหนุ่มคนสนิท ฉันกลับเข้าไปในห้องแล้วเปลี่ยนเสื้อผ้า
ฉันเป็นคนชอบแต่งตัวธรรมดาๆ เสื้อยืดพอดีตัวกับกางเกงขายาวเอวต่ำสีน้ำตาล มันเป็นชุดที่ทำให้ฉันรู้สึกมั่นใจที่สุดแล้ว ฉันเป็นคนไม่ชอบแต่งหน้า จะมีก็เพียงแป้งฝุ่นที่ทาบางๆเพื่อไม่ให้ดูเหมือนหญิงสาวหน้ามันวาวที่เพิ่งวิ่งแข่งหนึ่งร้อยเมตรมา กับลิปมันสีส้มอ่อน นอกจากสองอย่างนี้แล้ว พวกเครื่องสำอางที่เอาไว้ทาตา หรือว่าแก้ม ฉันไม่เคยทามันได้ในขอบเขตที่สวยงามเสียที
ผ่านไปประมาณสิบห้านาที ฉันยังคงนั่งอยู่ที่หน้ากระจก พยายามหวีผมฟูๆของฉันให้ได้ทรงตามที่ต้องการ โทรศัพท์มือถือดังขึ้น ฉันสะดุ้ง รีบเดินไปหยิบโทรศัพท์ที่โต๊ะข้างๆเตียง
“ แกเมื่อไหร่จะมาวะ ข้าจะขึ้นเล่นแล้วนะเว้ย ” เสียงไอ้ต้นตะโกนแข่งกับเสียงเพลงในร้านเหล้าเล็กๆที่มันเล่นดนตรีประจำอยู่
“ อ้าว แล้วฉันจะรู้ได้ไงล่ะทีนี้ว่าเพื่อนแกนั่งโต๊ะไหน ” ฉันตอบโต้ด้วยน้ำเสียงโวยวายบ้าง
“ มาเถอะน่า ถึงแล้วเดี๋ยวแกก็เห็นเอง แค่นี้นะ! ”
ฉันหยิบมือถือใส่ลงในกระเป๋าสะพายข้างใบเล็กแล้วเดินออกจากห้องไป
ที่ร้านวันนี้คนเยอะเป็นพิเศษ คงเป็นเพราะมันเป็นวันศุกร์ด้วยกระมัง
ฉันเดินเข้าไปข้างในอย่างเก้ๆกังๆ ไอ้ต้นอยู่บนเวทีพร้อมกีต้าร์คู่ใจของมัน มีนักร้องสาวสวยน่ารักกำลังร้องเพลงอยู่ข้างๆ ฉันพยายามมองไปทั่วๆร้าน ไอ้ต้นเห็นฉันและพยายามใช่ใบหน้าของมันบอกตำแหน่งโต๊ะของเพื่อนๆมัน
ฉันกวาดสายตาไปมาอยู่สักครู่จึงสังเกตเห็นชายหนุ่มสีผิวค่อนข้างขาว รูปร่างสูง ผมหยิกยาวประบ่า กำลังโบกมือเรียกฉันอยู่ที่โต๊ะด้านหน้าเวที ฉันนิ่งนึกอยู่ในใจสักพัก แล้วเดินเข้าไปที่โต๊ะ
“ มาเลย นั่งๆๆ ” ฉันจำได้ว่าเคยเจอกับอาร์ทอยู่ครั้งหนึ่ง อาร์ทเป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกันกับไอ้ต้นมัน
ฉันนั่งลงที่เก้าอี้ ที่โต๊ะมีชายหนุ่มนั่งอยู่ถึง 5 คน พร้อมกับมีเบียร์ตราเสือดาวหลอดใหญ่ตั้งอยู่บนโต๊ะ อาร์ทสั่งแก้วมาเพิ่ม ฉันปฏิเสธที่จะดื่มแอลกอฮอล์ จึงสั่งน้ำ โคล่ามารินใส่แก้วให้ดูไม่น่าเกลียด
ฉันไม่ได้สนใจที่จะคุยกับใคร เพียงอยากมานั่งฟังดนตรีสบายๆ ท่ามกลางบรรยากาศที่ดูคึกคักแบบนี้เท่านั้น มันทำให้วันเหงาๆของฉันดูเป็นวันเหงาแบบที่มีสีสันขึ้นมาหน่อย ฉันไม่ได้มีใจจดจ่ออยู่ที่ใดเลยตอนนี้ เหมือนทุกอย่างรอบกายกำลังเคลื่อนไหว เสียงดนตรีบรรเลงไป คนพูดคุยกัน ดื่มแอลกอฮอล์กัน หนุ่มๆก็พูดคุยหยอกล้อกับสาวๆที่ตั้งใจมาแบบมีจุดประสงค์ลับๆที่พวกหนุ่มๆพอจะเดาออกจากการแต่งตัว ส่วนฉัน...ก็แค่มานั่งเพลินๆ
โต๊ะที่ฉันนั่ง ชายทั้ง 5 คนดูเหมือนจะคุยกันออกรสออกชาติ ฉันได้แต่นิ่งไม่สนใจ แต่ฉันก็สังเกตเห็นเพื่อนไอ้ต้นคนที่นั่งข้างฉัน เขาไม่พูดอะไร เพียงฟังเพื่อนๆทั่งสี่คนสนทนา แล้วหนุ่มคนนี้ก็ได้แต่หัวเราะหึๆตามมุขที่ควรขำ
“ วาด เป็นไงบ้าง ” ฉันยังคงนั่งร้องเพลงเบาๆตามนักร้องสาวสวยอย่างไม่สนใจว่าใครกำลังทักทาย ไม่ได้ใส่ใจกับเสียงใครบางคนที่จู่ๆก็กล่าวทักฉันขึ้นมาดื้อๆ
“ วาด” ชายหนุ่มที่นั่งข้างๆฉัน สะกิดฉันเบาๆ ฉันหันหน้ามาแล้วยิ้มให้ด้วยสายตาว่างเปล่า แล้วหันกลับไปนั่งฮัมเพลงต่อ
“ เอ่อ...วาดไม่เบื่อเหรอ นั่งอยู่เฉยๆไม่คุยกับใคร ” ชายหนุ่มหน้าตาธรรมดาแต่ดูมีเสน่ห์ คิ้วเข้ม ตาโต จมูกเข้ารูปสวยงาม ผิวคล้ำ มัดผมเปิดหน้า ยังไม่ละความพยายามที่จะคุยกับฉัน
ฉันหันมามองหน้าเขาอีกครั้ง แล้วทำท่าจะปริปากสนธนากับเขา
“ … ” ฉันกำลังจะถามชื่อ แต่เขาก็พูดตัดบทขึ้นมาก่อน “ เราชื่อเน็ท ”
ฉันนึกในใจว่า อ๋อ นี่ซินะ เน็ท เพื่อนคนสนิทที่สุดของไอ้ต้นตั้งแต่สมัยมัธยม ฉันเคยได้ยินแต่ชื่อตอนที่ไอ้ต้นมันคุยโทรศัพท์เพราะเน็ทเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยอีกแห่งหนึ่ง เวลาไอ้ต้นมันเดือดร้อนก็ได้ยินแต่มันโทรหาเพื่อนชื่อเน็ทนี่แหละ แต่พอได้เห็นตัวจริง เน็ทดูท่าทางเงียบกว่าไอ้ต้นเยอะเลย ไอ้ต้นทั้งขี้โวยวาย ขี้หงุดหงิด
ฉันทำสีหน้าเหมือนไม่ค่อยเข้าใจ สงสัยว่าไอ้ต้นคงเลยพูดถึงฉันให้เน็ทได้ยินบ้าง แต่เขาแน่ใจได้อย่างไรว่าฉันคือ วาดวลี ทั้งๆที่เพิ่งได้พบหน้ากันเป็นครั้งแรก
“ อ่อ เราแค่อยากคุยด้วยน่ะ กลัววาดจะเบื่อ ”
“ เราไม่ได้เบื่อหรอก เราก็เป็นแบบนี้มาตั้งนานแล้ว เราคุยไม่เก่งน่ะ ” ฉันออกตัวไว้ก่อน เพราะกลัวว่าเขาจะชวนคุยจนเสียบรรยากาศ
เน็ทยิ้มแล้วสนทนากับฉันต่ออย่างกระตือรือร้น
“ วาดมาบ่อยเหรอที่นี่ ”
“ ก็อาทิตย์ละครั้งน่ะ เราก็มานั่งฟังดนตรี มาสังเกตคน สนุกดีนะเราว่า บางทีมาคนเดียวก็ไม่ได้รู้สึกว่าเบื่ออะไร วาดชินแล้วล่ะ ” ฉันพูดพลางสังเกตหญิงสาวโต๊ะข้างหน้าฉัน ที่กำลังยกแก้วสุราขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมดแก้ว
“ เราก็ชอบไปไหนมาไหนคนเดียวเหมือนกัน ” เน็ทตอบฉันด้วยสายตาเศร้าๆบนรอยยิ้มที่ปรากฏ
ฉันหันหน้ามาทางเน็ท เรานั่งห่างกันเพียงหนึ่งช่วงศอกเท่านั้น ฉันเผลอสบตาเน็ทเข้า ด้วยสายตาที่อ้างว้างทำให้ฉันรู้สึกเหมือนสัญชาตญาณคนช่างเพ้อมันบอกว่า หนุ่มคนนี้ก็คงจะเข้าใจโลกของฉันได้ดี ทั้งๆที่ตอนแรกฉันไม่คิดอยากจะคุยกับใคร กลับกลายเป็นว่า สายตาที่แฝงด้วยความเปล่าเปลี่ยวของเน็ทกระตุ้นให้ฉันอยากรู้ถึงเรื่องราวของเขามากพอๆกับที่ฉันอยากรู้ว่าฤดูหนาวปีนี้จะมาเมื่อไหร่
“ เน็ทชอบเดินทางรึเปล่า ” ฉันรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างรบเร้าในใจให้ฉันต้องเอ่ยคำถามนี้กับคนๆนี้
“ ชอบซิ เราก็เดินทางตลอดแหละ หยุดต่อกันหลายวันนี่ว่างไม่ได้ หาโอกาสไปตลอด ล่าสุดเมื่อช่วงเดือนที่แล้ว เราไปเสม็ดเป็นรอบที่ห้าแล้ว ” ฉันสังเกตเห็นความรักในแววตาของเน็ท สัมผัสได้ว่าหนุ่มคนนี้หลงใหลในการเดินทางมากจริงๆ
“ เหรอ คงสนุกน่าดู ไปกับกลุ่มเพื่อนๆที่คณะเหรอ” ฉันค่อนข้างประหลาดใจเล็กน้อยที่เหมือนถามถูกคน ฉันดีใจเพราะฉันชอบพูดคุยกับเหล่านักเดินทาง คนที่ชอบเดินทางมักจะมีวิสัยทัศน์ที่น่าสนใจเสมอ
“ เปล่าหรอก...เราชอบเดินทางคนเดียวน่ะ ” เน็ทยิ้มน้อยๆแล้วทอดสายตาออกไปนอกร้าน ดูออกแน่นอนว่าเขาช่างรักอิสระเหลือเกิน
“ ดีจัง... ” ฉันหลุดปากพูดออกมา สายตายังไม่ละไปจากใบหน้าของเน็ท ฉันรู้สึกปลื้มใจแทนเขาเพราะการเดินทางท่องเที่ยวไปคนเดียวแบบนี้ ก็เป็นความใฝ่ฝันของฉันเช่นกัน แต่ติดที่ว่าฉันเป็นผู้หญิง อุปสรรค์ในการเดินทางลำพังมีมากมาย ฉันไม่ได้กลัวแต่ฉันนึกถึงคนที่บ้านมากกว่าถ้าเกิดว่ามีเหตุร้ายแรงเกิดขึ้นกับฉัน
เน็ทสบสายตาที่กำลังเคลิ้มของฉัน
“ วาดก็คงชอบเหมือนกันซินะ เราชอบถ่ายรูปน่ะเลยเดินทางบ่อย ” เขาพูดจบพร้อมกับทำท่างงเล็กๆว่าฉันจะเคลิ้มอะไรได้ปานนั้น ฉันแอบสะดุ้งเล็กน้อยแต่เน็ทก็คงสังเกตเห็น แล้วฉันก็เริ่มสาธยายถึงความฝันของฉันซึ่งยังคงเป็นเพียงภาพในใจ
“ เรามีความใฝ่ฝันว่า เราอยากเดินทางไปเรื่อยๆ แล้วถ่ายรูป เขียนหนังสือ เขียนบทกวี คงจะมีความสุขน่าดู ไปคนเดียวไม่ต้องคอยพะวงว่าจะรอใคร ถ้าเกิดว่าไปกันหลายๆคนมันก็ยุ่งยาก เราอยากนั่งรถไฟนะ นั่งสบายๆไปตามทุ่งดอกทานตะวัน แล้วก็ซึมซับบรรยากาศท่ามกลางหุบเขา...” ฉันพูดพร่ำไม่หยุดโดยไม่สนใจว่าคนฟังจะอยากฟังหรือไม่ พูดราวกับว่าไม่ได้เล่าเรื่องราวความฝันให้ใครได้รับฟังมานานมากแล้ว
เน็ทมองฉันแล้วหัวเราะเบาๆในลำคอ พร้อมกับรอยยิ้มน้อยๆ เขามองฉันราวกับกำลังฟังเด็กตัวเล็กๆบรรยายเรื่องราวที่ใฝ่ฝัน ที่อยากไปนั่นไปนี่ ทำนั่นทำนี่ จนฉันรู้สึกเขินแล้วจึงหยุดพูดไป
“ วาดนี่จินตนาการเยอะดีเนอะ ”
“ นี่นายกำลังจะว่าฉันเพ้ออีกคนแล้วใช่ไม๊ ” ฉันพูดด้วยท่าทางน้อยใจ เพราะตลอดเวลา ไอ้ต้นมันชอบบ่นว่าฉันเป็นบ้า ขีดเขียนแต่เรื่องเพ้อฝัน ชอบคิดอะไรเป็นนิยาย ว่าฉันน้ำเน่าบ้างล่ะ ฉันรู้สึกน้อยใจมันจนไม่อยากจะถือสาอะไรมันแล้ว เหมือนมันไม่รู้ว่าฉันมีความสุขกับการได้จินตนาการไปตามตัวหนังสือ
“ เปล่านะ เรายังไม่ได้ว่าวาดเลยนะ ” เน็ทสบตาฉันอีกครั้งแล้วพูดคล้ายๆว่าเขาตั้งใจ
“เราชอบซะอีก...” คราวนี้กลับเป็นเน็ทที่ทำตาเคลิ้มบ้าง แต่มาทำตาเคลิ้มใส่ฉันแบบนี้ ฉันก็เขินแย่ซิ แต่อีกใจหนึ่งก็คิดว่า หรือนี่อาจจะเป็นเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์อ่อนๆ ที่ทำให้ชายที่ดูเงียบขรึมตัดสินใจเอ่ยปากพูดคุยกับผู้หญิงที่ดูท่าทางเฉยชาอย่างฉันฉันรู้สึกเขินในคำพูดและแววตาคู่นั้น ทั้งๆที่มันดูอ้างว้างแต่ทำไมฉันกลับรู้สึกหวั่นไหวได้นะ ฉันยกแก้วโคล่าขึ้นดื่มเพื่อแก้อาการเขิน เกรงว่าเน็ทจะสังเกตได้
“ เราน่าจะมีโอกาสได้เดินทางด้วยกันนะ ” เน็ทพูดขึ้นมาโดยทอดสายตาไปนอกร้านอีกครั้ง ฉันเก็บอาการแทบไม่ไหว ได้แต่ยิ้มกริ่มอยู่ในใจ รู้สึกเหมือนว่าพบชายในฝัน ที่จะออกเดินทางท่องเที่ยวไปด้วยกัน ฉันนั่งก้มหน้าไม่กล้าสบตาเน็ทอีกแล้ว ขณะที่ฉันแอบจินตนาการอยู่คนเดียวในหัวว่าจะมีโอกาสได้พบเน็ทอีกหรือป่าว พร้อมทั้งคิดแผนการการขอช่องทางติดต่อ ทันใดนั้นก็มีมือหนักๆมาตบทีไหล่ฉันหนึ่งที
“ เฮ้ย! แกเป็นไรวะ นั่งก้มหน้า เมาแล้วอ่ะดิ ” ไอ้ต้นลงจากเวทีมาที่โต๊ะพอดี
ฉันเงยหน้าขึ้นแล้วพูดอย่างหงุดหงิดเล็กน้อยว่า
“ เออ แล้วแกทำไมต้องพูดดังด้วยหนิ เมาอะไร ฉันกินแค่ไอ้นี่หนิ เห็นป่าว ” ฉันชูแก้วโคล่าขึ้นให้ไอ้ต้นมันดู เน็ทมองดูท่าทางของฉัน แล้วหัวเราะคิกคัก
ไอ้ต้นเดินไปขอเก้าอี้จากโต๊ะข้างๆมา แล้วนั่งแทรกตรงกลางระหว่างฉันกับเน็ท ในใจฉันตอนรู้สึกหงุดหงิดในความไม่ถูกจังหวะของเพื่อนชายคนนี้ แต่ก็เอ่ยปากว่าอะไรไม่ได้เพราะสองคนนี้ไม่มีโอกาสได้เจอกันนานเป็นปีแล้ว ฉันเลยไม่อยากขัดจังหวะ เดี๋ยวไอ้ต้นมันจะด่าเอาอีก ฉันเบื่อมัน
ผ่านไปครึ่งชั่วโมง ไอ้ต้นยังคงโม้เรื่องของมันให้เพื่อนๆฟังไปบวกเข้ากับแอลกอฮอล์ที่มันดื่มต่อๆกันหลายแก้วยิ่งทำให้การโม้ของมันลื่นไหล ไอ้ต้นมันเป็นคนเล่าเรื่องทุกเรื่องให้เป็นเรื่องตลกได้ เพื่อนๆเลยชอบฟังมัน ฉันนั่งเงียบเฉยๆไม่ได้ใส่ใจฟัง ระหว่างนั้นฉันก็ยังคงสอดส่ายสายตาสังเกตพฤติกรรมคนในร้านไปเรื่อยเปื่อย ฉันแอบมองเน็ทด้วยหางตาบ่อยๆ เน็ทดื่มน้อยมาก และยังคงนั่งฟังแบบไม่พูดอะไร มีแต่เสียงหัวเราะเบาๆในลำคอกับรอยยิ้มน้อยๆเช่นเคย เน็ทหันมามองฉันบ้างแต่ฉันกลับทำท่าว่าไม่ได้แอบมองเขาอยู่
ร้านกำลังจะปิด พี่เจ้าของร้านเปิดไฟสว่าง ฉันบอกไอ้ต้นว่าฉันไปเข้าห้องน้ำครู่เดียว ให้มันรอก่อน มันตอบตกลงด้วยอาการเมาๆ ระหว่างที่ฉันยืนรอคิวเข้าห้องน้ำ ในใจก็คิดว่าฉันจะตัดสินใจรวบรวมความกล้าไปขอเบอร์ติดต่อจากเน็ท สิบนาทีผ่านไป ฉันเพิ่งจะได้เข้าห้องน้ำ ฉันรีบรุดออกมาที่ที่จอดรถ ไม่มีวี่แววไอ้ต้น ไม่มีวี่แววของเน็ทและเพื่อนคนอื่นๆของไอ้ต้น
“ เอาอีกแล้วไอ้เพื่อนประเสริฐ เมาแล้วทิ้งกูตลอดเลย ” ฉันได้แต่บ่นพึมพำอย่างเซ็งๆ คนเดียว แล้วเดินไปสตาร์ทรถมอร์เตอไซด์ขับกลับหอลำพัง
ระหว่างที่ที่ขับรถไป ก็นึกถึงเน็ท ฉันรู้สึกเหมือนผู้ชายคนนี้รู้จักฉัน และเข้าใจอารมณ์อ่อนไหวของฉันมาก ฉันประทับใจแต่ก็ตัดใจที่จะพยายามหาช่องทางติดต่อ เพราะคิดในใจว่า เราสองคนก็เหมือนนักเดินทาง ที่แค่ผ่านมาพบกัน ยังไงซะต่างคนก็ต่างมีทางเดินของตัวเอง
ฉันกลับมาถึงห้องพัก สิ่งแรกที่ทำคือเปิดคอมพิวเตอร์ เปิดเพลงสบายๆแล้วอาบน้ำชำระร่างกาย ฉันอาบน้ำเสร็จแล้วกลับมานั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ ตั้งใจถ่ายทอดเรื่องราวของคืนนี้ผสมเข้ากับจินตนาการลงไปในพื้นที่ไซเบอร์ถ่ายทอดเรื่องราวที่เรียกกันว่า “บล็อก” บล็อกของฉันใช้สีม่วงหม่นๆเป็นพื้นหลัง มุมซ้ายบนแสดงรูปเจ้าของบล็อกซึ่งก็คือฉันเอง ฉันใช้ชื่อจริงของฉันเป็นชื่อบล็อก ในบล็อกบรรจุเรื่องราวแสนเหงาทั้งจากจินตนาการและความรู้สึกส่วนตัว
ฉันเริ่มพิมพ์ตั้งแต่เวลา 01.12 น. ไปจนกระทั่งเกือบๆจะตีสาม เวลาหลังจากนั้นฉันนั่งอ่านบล็อกเก่าๆของฉันและอ่านความคิดเห็นของเพื่อนๆ ส่วนใหญ่เป็นเพื่อนที่ฉันรู้จักที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นเป็นประจำ และ “ดาวเหนือ” คือนามแฝงของบุคคลผู้หนึ่งที่ติดตามอ่านบล็อกของฉันเป็นประจำเช่นกัน ฉันก็มักจะเข้าไปแสดงความคิดเห็นในบล็อกของเขา ในบล็อกนั้นมีภาพถ่ายสวยๆมากมาย มีเพียงคำบรรยายสั้นๆ แต่ในบรรดาภาพถ่ายหลายสิบภาพนั้นกลับไม่มีภาพเจ้าของบล็อกอยู่เลย ทำให้ฉันพลันนึกถึงเน็ทขึ้นมาอีกครั้ง ชายหนุ่มที่ชอบเดินทาง ถ่ายภาพและพูดน้อย และอดคิดขึ้นมาอีกไม่ได้ว่า ทางข้างหน้าฉันจะได้เจอผู้ชายแบบนี้อีกไหม
ฉันเริ่มง่วงนอนแล้ว จึงกลับมาที่บล็อกปัจจุบันของฉันเพื่ออ่านความคิดเห็น อย่างน้อยๆอาจจะมีสักหนึ่งความคิดเห็นจากคนนอนดึก
“ ผมเองก็ไม่รู้ว่าทั้งชีวิต คนเหงาสองคนอย่างเราจะมีโอกาสได้พบกันอีกไหม
วาดครับ คุณน่ารักกว่าที่ผมจินตนาการไว้เยอะเลยนะ ”
ชื่อผู้แสดงความคิดเห็น “ดาวเหนือ”
.....
ฉันอึ้งไปสักพักหนึ่ง ไม่คิดว่าข้อความนั้นจะมีอิทธิพลจนทำให้หัวใจของฉันแทบหยุดเต้น
--------------------------------------------------------------------
“เมื่อคนเหงาสองคนมาพบกัน พวกเขาเหมือนรู้จักกันมาทั้งชีวิต”
ฉันย้อนกลับขึ้นไปดูประโยคนี้อีกครั้ง หลังจากรำลึกถึงเรื่องราวต่างๆ ฉันนั่งยิ้มอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ขณะที่เป็นเวลาพักเที่ยงของที่ทำงาน ข้างนอกฝนตก
ฉันมองทะลุกระจกที่มีละอองน้ำออกไปยังถนนที่มีแต่รถยนต์ติดกันมากมาย ทุกอย่างดูวุ่นวายข้างนอกนั่น แต่ใจฉันกลับรู้สึกมีความสุข แล้วเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น
“ ว่าไงคะ ” ฉันรับโทรศัพท์ด้วยคำพูดที่ปลายสายคุ้นเคยพร้อมด้วยรอยยิ้ม
“ วาด ตอนนี้ที่กรุงทพฯฝนตกรึเปล่า เห็นข่าวในทีวีน่ะ ”
“ ตกค่ะ แต่ไม่แรงหรอก ”
“ เสาร์นี้เน็ทจะขับรถลงไปรับวาดขึ้นมาเชียงใหม่นะ จัดกระเป๋าไว้รอตั้งแต่วันนี้เลย ”
“ ตื่นเต้นเกินไปแล้วเน็ท นี่เพิ่งจะวันอังคารเองนะคะ ” ฉันตอบแล้วหัวเราะเบาๆอย่างมีความสุข
---------------------------------------------------------------------
ป.ล. - “เมื่อคนเหงาสองคนมาพบกัน พวกเขาเหมือนรู้จักกันมาทั้งชีวิต” ประโยคนี้มาจากหนังเรื่อง The Matchmaker
- เรื่องสั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกที่ยอมเปิดเผยสู่สายตาประชาชี 555+ ผิดพลาดประการใดก็ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย นะคะ ^_^
edit @ 8 Feb 2008 00:03:15 by ด.ญ.แป้งจี่